จัดทำบทความโดย น.ส. จีรนันท์ หงษ์สิทธิชัยกุล เลขทะเบียน 48113038
เรื่อง ความเสี่ยงกับการลงทุนทางการเงิน
เรามีทางเลือกในการนำเงินไปลงทุนได้หลายวิธี ทั้งแบบการลงทุนทางตรง และการลงทุนทางอ้อมการลงทุนทางตรง ได้แก่ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินอื่นๆ เช่น บ้าน ที่ดิน ทองคำ เพชร หรือรถยนต์ เป็นต้น ส่วนการลงทุนในธุรกิจ เช่น ลงทุนด้วยตนเอง หรือร่วมกับญาติมิตรก็เป็นการลงทุนทางตรง โดยเราเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจของคนเองทั้งหมด หากเราสามารถบริหารกิจการให้เจริญเติบโต มีกำไร เราก็เป็นผู้รับความสำเร็จรวมทั้งผลกำไร สำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ ถือเป็นการลงทุนทางอ้อม เนื่องจากเราไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการดำเนินงานของกิจการนั้น ๆ โดยตรงความเสี่ยงคืออะไรความเสี่ยงคือ โอกาสที่จะได้รับผลลัพธ์ที่ได้จากการลงทุนแตกต่างไปจากผลลัพธ์ที่ผู้ลงทุนคาดหวังเอาไว้ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ลงทุนมักจะมีการคาดหวังผลตอบแทนไว้สูงเกินไป ความเสี่ยงและผลตอบแทนในการลงทุนนั้น มักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากการตัดสินใจในการลงทุนของผู้ลงทุนจะต้องมีการเปรียบเทียบสองสิ่งนี้เสมอ แหล่งที่มาของความเสี่ยง
สามารถแบ่งได้ตามประเภทต่างๆ ดังนี้
1. ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไปเนืองจากราคาของหลักทรัพย์มักจะมีความสัมพันธ์เชิงผกผันกับอัตราดอกเบี้ยเสมอ คือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ราคาของพันธบัตรมักจะมีแนวโน้มที่ลดลง เนื่องจากผู้ลงทุนย้ายเงินลงทุนในตลาดการเงิน เพราะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า2. ความเสี่ยงจากการตลาด เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการผันผวนของราคาหลักทรัพย์ทั้งตลาดโดยรวม ซึ่งหลักทรัพย์ทุกหลักทรัพย์ในตลาดจะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงนี้เท่ากันทุกหลักทรัพย์ ความเสี่ยงลักษณะนี้ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ภาวะสงคราม3. ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ ความเสี่ยงประเภทนี้จะมีผลต่อหลักทรัพย์ทุกหลักทรัพย์ในตลาด เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากอำนาจซื้อของคนลดลง ในภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ผลตอบแทนที่แท้จริงจะลดลงถ้าอัตราผลตอบแทนจากการถือหลักทรัพย์มีอัตราผลตอบแทนที่คงที่4. ความเสี่ยงจากธุรกิจ เกิดจากสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป เช่น บริษัทผู้ผลิตจะเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ส่งผลกระทบต่อยอดขายและราคาหุ้นผลตอบแทนการลงทุน
1. กำไรจากส่วนต่างของราคา คือกำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อหรือขายหลักทรัพย์ เช่น เรามีการลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ก ในราคาตลาดขณะนั้น 10 บาท เราถือมาระยะหนึ่งแล้วราคาขึ้นไป 13 บาท เราจะกำไรจากส่วนต่างของราคาเท่ากับผลต่างระหว่างราคาขายกับราคาซื้อเท่ากับ 3 บาท2. รายได้จากเงินสดที่หลักทรัพย์จ่ายระหว่างกาล คือ บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์อาจจ่ายเงินสดให้แก่ผู้ลงทุนในหลักทรัพย์มีอย่างน้อย 2 รูปแบบ ได้แก่ ดอกเบี้ยหรือคูปอง และ เงินปันผล3. ผลตอบแทนจากการนำรายได้ไปลงทุนต่อ ซึ่งทำให้ผลตอบแทนงอกเงยขึ้นเรื่อย ๆ หากเราถือเงินสดไว้ เราจะไม่มีรายได้ ในทางตรงกันข้าม กลับมีต้นทุนเสียโอกาสในการหารายได้เกิดขึ้น4. ผลตอบแทนลักษณะอื่นๆ เช่น เมื่อบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ต้องการเงินทุนเพิ่มจึงระดมทุนโดยการออกหุ้นเพิ่มทุนและให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเดิมได้สิทธิจองซื้อหลักทรัพย์ในราคาที่กำหนดซึ่งโดยทั่วไปราคาจองมักจะต่ำกว่าราคาตลาดของหลักทรัพย์นั้นๆ ดังนั้นสิทธิดังกล่าวจึงมีค่าและถือเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนของการลงทุน เป็นต้นเราเป็นผู้ลงทุนประเภทไหน
การลงทุนเป็นเรื่องที่เราต้องตัดสินใจเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกประเภทการลงทุน หลักทรัพย์ที่จะลงทุน ช่วงเวลาที่จะลงทุนหรือถอนการลงทุน เราจึงต้องรู้จักตัวเราเองว่าเราเป็นผู้ลงทุนประเภทไหน โดยอาจใช้ Five-Way Model ซึ่งแบ่งประเภทของบุคคลจากความเชื่อมั่นในการวิเคราะห์ตัดสินใจตามบทวิเคราะห์ของไบลาร์ด บีไฮและไคเซอร์ ซึ่งเป็นการวัดเชิงจิตวิทยาของมนุษย์ โดยแบ่งผู้ลงทุนออกได้เป็น 5 ประเภท
1. นักผจญภัย เป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง มีความสุขในการตัดสินใจด้วยตัวเอง การตัดสินใจก็จะหุนหันพลันแล่น เป็นผู้ลงทุนแบบหวังผล2. เป็นตัวของตัวเอง เป็นเป็นกลุ่มคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง ชอบตัดสินใจ แต่ตัดสินใจด้วยความรอบคอบ เป็นผู้ลงทุนแบบหวังผลและมักลงทุนด้วยตัวเอง3. สำหรับดาราผู้มีชื่อเสียง มักจะขี้กลัว และเป็นคนที่ตามกระแส กลัวตกข่าว ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าของบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์4. ผู้พิทักษ์ มีความระมัดระวัง รอบคอบ และวิตกกังวล ผู้ลงทุนประเภทนี้จะเต็มใจให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพมาจัดการการลงทุนให้5. กลุ่มที่คาบเส้น ไม่ตกอยู่ในลักษณะที่เราได้พูดไปมีลักษณะอยู่กึ่งกลาง
ที่มา: http://blog.eduzones.com/chulasife
คำถาม
1. ทำไมต้องมีการลงทุนทางการเงิน?
2. เราควรเป็นผู้ลงทุนแบบไหนจึงจะลดความเสี่ยงได้มากที่สุด?
3. เราจะหลีกเลี่ยงความเสียงทางด้านภาวะเงินเฟ้ออย่างไร?
วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแบงก์ไทยไตรมาสแรกมีโอกาสลดลงแรง ตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
จัดทำบทความโดย น.ส.ภัทราวรรณ ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 48113029
รายงาน:ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแบงก์ไทยไตรมาสแรกมีโอกาสลดลงแรง ตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
รายงาน:ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแบงก์ไทยไตรมาสแรกมีโอกาสลดลงแรง ตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
แม้ว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทย (12 แห่ง) อาจรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 1/2552 ที่ยังคงมีกำไรสุทธิต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ในแง่ของความสามารถในการทำกำไรที่วัดจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin: NIM) ซึ่งสะท้อนการดำเนินงานจากธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์นั้น น่าจะอยู่ในกรอบประมาณ 3.42-3.50 %ซึ่งลดลง 0.05-0.13% จากไตรมาส 4/2551 และ 0.22-0.30% จากไตรมาส 1/2551 อันเป็นผลจากภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มทยอยส่งผ่านผลกระทบมายังธุรกิจธนาคารพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปี 2551 แรงกดดันที่ปรากฏขึ้นต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนั้น คาดว่าจะมาจากทั้งการปล่อยสินเชื่อที่คาดว่าจะหดตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า (หรือมีอัตราการขยายตัวจากปีก่อนที่ชะลอลง) การหดตัวของสินเชื่ออย่างชัดเจนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศในไตรมาสแรกของปีนี้ ดังจะเห็นได้จากการหดตัวของการส่งออก การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การผลิตในช่วงต้นปี 2552 ตลอดจนการปรับลดกำลังการผลิตจาก 68% ในปี 2551 มาเหลือเพียง 55% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 คาดว่าจะทำให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนมีความต้องการสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ลดลง ปัจจัยดังกล่าว ผนวกกับความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อที่สูงขึ้นของธนาคารพาณิชย์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับโอกาสเกิดปัญหาหนี้เสียนั้น คาดว่าจะส่งผลให้สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ณ สิ้นไตรมาส 1/2552 (ปรับผลกระทบจากการที่ธนาคารแห่งหนึ่งได้เปลี่ยนนโยบายการบันทึกบัญชีสำหรับเงินให้กู้ยืมแก่บริษัทลูกมาเป็นเงินลงทุน เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว) หดตัวลงไม่ต่ำกว่า 2.0% จากสิ้นปี 2551 ขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อจะชะลอลงจาก 11.0% ณ สิ้นปี 2551 มาที่ประมาณ 3.7-4.1% ณ สิ้นไตรมาส 1/2552 สภาพคล่องที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับอัตราผลตอบแทนจากสภาพคล่องที่กลับร่วงลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การเพิ่มขึ้นของเงินฝาก สวนทางกับการหดตัวของสินเชื่อดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลให้สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยขยับสูงขึ้นเกินระดับประมาณ 2.0 ล้านล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/2552 จากระดับ 1.8 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2551 อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนจากสภาพคล่องคาดว่าจะปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน ตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศ ที่ทำให้อัตราดอกดอกเบี้ยดังกล่าวเฉลี่ยของไตรมาส 1/2552 ลดลงถึงประมาณ1.13% จากไตรมาสก่อนหน้าแม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้ยืม แต่ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังไม่ถูกรับรู้อย่างเต็มที่ในไตรมาสนี้ ดังนั้น ผลดีจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างไตรมาส 1/2552 จึงน่าจะตกอยู่ในไตรมาสถัดๆ ไปมากกว่าไตรมาส 1/2552 ทั้งนี้ ทิศทางส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาส 1/2552 มีโอกาสทรงตัว ถึงปรับตัวลดลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เช่นเดียวกับ อีกรายได้หลักอย่างรายได้จากค่าธรรมเนียม ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวลงของภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน ผ่านการชะลอตัวของสินเชื่อ ปริมาณธุรกรรมทางการค้าและการเงิน อันย่อมจะบั่นทอนโอกาสการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ ธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกรรมการโอนเงิน/ชำระเงินต่างๆ ที่มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึงประมาณ 70% ของรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น ท้ายที่สุดแล้ว รายได้ค่าธรรมเนียมของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาส 1/2552 จึงอาจปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า นั่นหมายความว่า รายได้จากธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ไทย (รวมรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ค่าธรรมเนียม) จึงน่าจะมีทิศทางที่ปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งทิศทางดังกล่าว ยังไม่นับรวมภาระค่าใช้จ่ายในการกันสำรองที่คาดว่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน ตามความจำเป็นในการเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารายได้จากธุรกิจหลักอาจปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่เมื่อพิจารณาถึงรายการอื่นๆ ที่มักถูกกระทบจากปัจจัยด้านฤดูกาล อาทิ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน และปัจจัยด้านเทคนิค อาทิ การบันทึกผลขาดทุนจากเงินลงทุนกว่าพันล้านบาทในไตรมาส 4/2551 ซึ่งน่าจะบรรเทาเบาบางลงในไตรมาส 1/2552 นั้น ทำให้ ในภาพรวมแล้ว กำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาส 1/2552 น่าจะยังขยับขึ้นจากไตรมาส 4/2551 ได้
ที่มา ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์16 เมษายน 2552 10:09 น.
คำถาม
1.เหตุใดรายงานผลประกอบการทั้ง12 แห่งของธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงมีกำไรสุทธิต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ในแง่ของความสามารถในการทำกำไรที่วัดจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนั้นลดลง
2.จากบทความดังกล่าวทำให้เกิดความเสี่ยงของลูกค้าด้านใดตามมา
3. ทิศทางกำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาส 1/2552 น่าจะเป็นไปในทิศทางใด
วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.52 ต่ำสุดในรอบ 7 ปี
จัดทำบทความโดย นางสาวสราลี ชำนาญแทน เลขทะเบียน 48113086
ม.หอการค้าฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.52 ต่ำสุดในรอบ 86 เดือน ทุกรายการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แนะรัฐบาลต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น และทำการเมืองให้นิ่ง นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เพราะความกังวลในสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเศรษฐกิจโลก นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะการว่างงาน ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งช่วงนี้ ถือว่าหมดช่วงฮันนีมูนของรัฐบาลชุดนี้แล้ว โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจรวม ดัชนีความเชื่อมั่นโอกาสการหางานทำและดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 66.0 65.2 และ 87.3 ตามลำดับ เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ที่อยู่ในระดับ 67.2 66.5 และ 88.5 ตามลำดับ ซึ่งการปรับตัวลดลงของดัชนีเกือบทุกรายการ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงจาก 74.0 ในเดือนกุมภาพันธ์เป็น 72.8 ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 86 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2545 สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ปรับตัวลดลงจากระดับ 64.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ 62.9 ในเดือนมีนาคม ซึ่งต่ำสุดในรอบ 81 เดือนนับจากเดือนกรกฎาคม 2545 เนื่องจากผู้บริโภคยังเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจ และโอกาสการหางานทำยังแย่ลงต่อเนื่อง ซึ่งความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในขาลง เพราะการขาดเสถียรภาพการเมืองมากขึ้น ภาวะการว่างงานยังมีมากขึ้นและปัจจัยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผนวกกับการกู้เงิน เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจตามมาตรการของรัฐบาลใน 3 ปีข้างหน้ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ประชาชนรับรู้แล้ว ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 2-3 ดัชนีความเชื่อมั่นจึงยังมีทิศทางขาลง ภาคเอกชนยังประสบปัญหายอดขายตกต่ำไปจนถึง ไตรมาสที่ 3 รัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งภายใต้สมมติฐานการเมืองนิ่ง คาดว่าไตรมาส 4 ระดับความเชื่อมั่นน่าจะดีขึ้น ระดับการบริโภคน่าจะเติบโตได้ร้อยละ 1 จากภาวะปกติขยายตัวร้อยละ 2-3 “รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าร้อยละ 94 ของงบประมาณรวม โดยเฉพาะงบลงทุนต้องเร่งเบิกจ่ายให้ได้ร้อยละ 75 ผลักดันให้รัฐวิสาหกิจต่างๆ ใช้จ่ายเงินลงทุนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็ต้องลงทุนด้วย ขณะที่การสร้างเสถียรภาพการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่มีเสถียรภาพ การเมืองนำไปสู่การยุบสภา ไตรมาส 4 ที่หวังเศรษฐกิจจะฟื้นได้ ก็จะลำบาก การออกพระราชกำหนดที่จะเพิ่มสัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 60 เพื่อสามารถกู้เงินได้มากขึ้นก็จะเลื่อนออกไป รัฐบาลจึงต้องพยายามทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ” นายธนวรรธน์ กล่าว
เรื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.52 ต่ำสุดในรอบ 7 ปี
ม.หอการค้าฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.52 ต่ำสุดในรอบ 86 เดือน ทุกรายการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แนะรัฐบาลต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น และทำการเมืองให้นิ่ง นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เพราะความกังวลในสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเศรษฐกิจโลก นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะการว่างงาน ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งช่วงนี้ ถือว่าหมดช่วงฮันนีมูนของรัฐบาลชุดนี้แล้ว โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจรวม ดัชนีความเชื่อมั่นโอกาสการหางานทำและดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 66.0 65.2 และ 87.3 ตามลำดับ เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ที่อยู่ในระดับ 67.2 66.5 และ 88.5 ตามลำดับ ซึ่งการปรับตัวลดลงของดัชนีเกือบทุกรายการ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงจาก 74.0 ในเดือนกุมภาพันธ์เป็น 72.8 ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 86 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2545 สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ปรับตัวลดลงจากระดับ 64.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ 62.9 ในเดือนมีนาคม ซึ่งต่ำสุดในรอบ 81 เดือนนับจากเดือนกรกฎาคม 2545 เนื่องจากผู้บริโภคยังเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจ และโอกาสการหางานทำยังแย่ลงต่อเนื่อง ซึ่งความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในขาลง เพราะการขาดเสถียรภาพการเมืองมากขึ้น ภาวะการว่างงานยังมีมากขึ้นและปัจจัยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผนวกกับการกู้เงิน เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจตามมาตรการของรัฐบาลใน 3 ปีข้างหน้ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ประชาชนรับรู้แล้ว ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 2-3 ดัชนีความเชื่อมั่นจึงยังมีทิศทางขาลง ภาคเอกชนยังประสบปัญหายอดขายตกต่ำไปจนถึง ไตรมาสที่ 3 รัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งภายใต้สมมติฐานการเมืองนิ่ง คาดว่าไตรมาส 4 ระดับความเชื่อมั่นน่าจะดีขึ้น ระดับการบริโภคน่าจะเติบโตได้ร้อยละ 1 จากภาวะปกติขยายตัวร้อยละ 2-3 “รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าร้อยละ 94 ของงบประมาณรวม โดยเฉพาะงบลงทุนต้องเร่งเบิกจ่ายให้ได้ร้อยละ 75 ผลักดันให้รัฐวิสาหกิจต่างๆ ใช้จ่ายเงินลงทุนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็ต้องลงทุนด้วย ขณะที่การสร้างเสถียรภาพการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่มีเสถียรภาพ การเมืองนำไปสู่การยุบสภา ไตรมาส 4 ที่หวังเศรษฐกิจจะฟื้นได้ ก็จะลำบาก การออกพระราชกำหนดที่จะเพิ่มสัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 60 เพื่อสามารถกู้เงินได้มากขึ้นก็จะเลื่อนออกไป รัฐบาลจึงต้องพยายามทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ” นายธนวรรธน์ กล่าว
ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์9 เมษายน 2552 14:39 น.
คำถาม
1.เหตุใดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในการกู้เงิน เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจตามมาตรการของรัฐบาลใน 3 ปีข้างหน้าเป็นกี่ล้านบาท
3.ผู้อ่านคิดว่าควรให้คำแนะนำใดในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)