วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
เอกชนหนุนแผนกระตุ้นศก. แต่ห่วงภาคปฏิบัติ
เอกชนหนุน "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555"ของรัฐบาล หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ห่วงการดูแลให้แผนเดินหน้า-ทุจริต
นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเศรษฐกิจจะตกถึงจุดต่ำสุดเมื่อไร เพราะหากดูจากตัวเลขในไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ที่จีดีพีติดลบ 4.3% แล้วมาไตรมาส 1 ปี 2552 ตัวเลขดัชนีเกี่ยวกับภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การผลิตและบริการเบื้องต้นมันลดลงมากกว่าเดิม ซึ่งจากตัวเลขเหล่านี้พอที่จะประเมินได้ว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1 ปีนี้ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) เตรียมจะประกาศออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์จะติดลบมากกว่าไตรมาส 4 ปีก่อนอย่างแน่นอน โดยอาจจะติดลบ 6-7%
ทั้งนี้ เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินการในใน 3 ด้านคือ ด้านการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งการที่ภาครัฐมีการออกงบประมาณกลางปีเพิ่ม 1.1 แสนล้านบาท และพยายามที่จะเร่งผลักดันเงินออกมาโดยเร็วถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งตรงนี้ถ้าคิดเป็นคะแนนถือว่าได้ “เอ” ด้านอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องกำหนดเป้าหมายค่าเงินบาทให้ชัดเจน ให้อ่อนค่าขึ้น เพื่อให้ภาคการส่งออกได้เงินเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มการส่งออก แต่เป็นการเพิ่มเงินบาท ซึ่งเงินที่เพิ่มเหล่านี้จะไปถึงมือของคนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกซึ่งมีหลายล้านคน เป็นการเพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่ง ที่ผ่านมา ธปท.ไม่ได้ทำให้ชัดเจน ถ้าให้คะแนนก็ได้แค่ บี อีกด้านหนึ่งก็คือเรื่องของเครดิต รัฐบาลต้องมีการกำหนดนโยบายสินเชื่ออย่างชัดเจนว่าจะให้ธนาคารรัฐเข้าไปช่วยดูแลในด้านใดบ้าง มีการกำหนดกลุ่มธุรกิจให้ชัดเจน เช่น อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เป็นต้น รวมไปถึงการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ธุรกิจ แม้ว่าจะมีการกำหนดวงเงินออกมา แต่สิ่งสำคัญก็คือไม่มีรายละเอียด จึงต้อง ทำให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งต้องนี้รัฐบาลยังขาดหายไป ถ้าให้คะแนนถือว่าติดลบ แล้วหากให้คะแนนในภาพรวมถือว่าได้แค่ “ซี” เท่านั้น “ในช่วงระยะเวลาที่เหลือ 6-7 เดือน หากรัฐไปดำเนินการใน 3 ด้านเหล่านี้เชื่อว่ามันจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้น เพราะสิ่งที่พูดมาทางสหรัฐ จีน และเกาหลีใต้ ทำให้เห็นแล้วประสบผล ทำให้เศรษฐกิจมันกลับมาดีได้ จึงอยากฝากเอาไว้ ถ้าทำได้คะแนนก็จะกลับมาเป็นบวก” นายโอฬารกล่าว นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าการที่รัฐบาลออก แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ของรัฐบาลในกรอบวงเงิน กระตุ้น 3 ปี 1.43 ล้านล้านบาท เป็นเรื่องสอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจมีการเติบโตเป็นบวกในอนาคต และเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องขอดูรายละเอียดว่าให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ได้อย่างไร และรัฐบาลต้องทำการชี้แจงปัญหาว่าอะไรสมควรดำเนินการก่อนหรือหลัง ส่วนโครงการเมกะโปรเจกต์นั้นรัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนในการตัดสินใจ และต้องให้มีการเดินหน้าต่อไปได้ เพราะโครงการดังกล่าวมีความล่าช้ามานาน ส่วนแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ รัฐบาลก็ต้องกำหนดแหล่งที่มาให้ชัดเจนด้วยซึ่งแนวทางการจัดเก็บภาษีก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง อย่างการปรับภาษีน้ำมัน แต่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ส่วนการขึ้นภาษีเหล้าและบุหรี่ นั้นไม่ได้ช่วยอะไรได้มากเพราะเป็นเม็ดเงินไม่เท่าไหร่ ดังนั้น รัฐบาลต้องพยายามหาวิธีเพิ่มรายได้อื่น ขณะที่การกู้ยืมเงินก็ถือว่ามีความจำเป็น แม้ว่าจะมีการกู้ยืมสูงถึง 60% จีดีพี แต่หากทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวก็ไม่เป็นไป สิ่งสำคัญคือ ถ้ากู้มาแล้วไม่เกิดประโยชน์หรือเศรษฐกิจไม่เติบโตมันจะยิ่งทำให้เกิดปัญหา เพราะต้องคำนึงถึงการชำระหนี้คืนในระยะยาวด้วย
ส่วนการศึกษาดูแผนงานต่าง ๆ ของรัฐบาล เชื่อว่าเศรษฐกิจคงจะไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว เพราะทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับผลกระทบของโลกด้วยว่ามันสงบนิ่งหรือไม่ด้วย โดยเคยประมาณการณ์ก่อนหน้านี้เอาไว้ว่า จีดีพีติดลบ 2-4% และจะมีการซึมยาวมากกว่าช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 กว่าจะกลับมาฟื้นขึ้นมาใหม่ได้เชื่อว่าต้องลากยาว 2-3ปี เป็นอย่างน้อย
“ขณะนี้รัฐบาลได้เดินทางมาถูกแนวทางแล้ว มีการใช้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 5 แสนล้านบาท แต่สิ่งสำคัญก็คือต้องใช้เงินให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด อย่ารุมกินโต๊ะงบประมาณ มันก็จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และหวังให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติก่อนและให้แบ่งความสำคัญ มากกว่าการแบ่งตามสัดส่วน” นายทนงกล่าว นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในส่วนของภาคเอกชนซึ่งรู้สัญญาณเศรษฐกิจแย่มาตั้งแต่เดือนก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว เพราะมีการสำรวจภาคเอกชนจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ มาตลอดพบว่ายอดคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) หายไป แต่ขณะนี้มันเริ่มมีกลับเข้ามาบ้างแล้ว ซึ่งพอที่จะประเมินว่าในไตรมาสที่ 3 และ 4 น่าจะพอไปได้ การปลดแรงงานออกก็มีการชะลอตัวไปแล้ว
ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาเป็นเรื่องที่ดี ถือว่ามีความพร้อมในการที่จะดูแลเศรษฐกิจ เพียงแต่ว่าต้องไปดูว่าเงินที่นำเข้ามานั้นจะลงไปสู่ธุรกิจภาคไหน แล้วภาคเอกชนก็ต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะไปต่อยอดธุรกิจ
“แม้แนวโน้มต่างๆ เริ่มจะดีขึ้น แต่สิ่งที่ขาดหายไปเวลานี้ก็คือความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งจากการสำรวจนักธุรกิจในประเทศกว่า 60% ระบุว่ายังไม่คิดทำอะไรในช่วงเวลานี้ จะรอดูสถานการณ์ให้มีความชัดเจนก่อน ตรงนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องไปพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไรเพื่อสร้างความมั่นใจให้กลับคืนมา” นายดุสิตกล่าว
ที่มา : www.bangkokbiznews.com
คำถาม :
1. รัฐเร่งทำดำเนินการที่ผ่านมาใน 3 ด้านอะไรบ้าง?
2. ความคิดของนักลงทุนในตอนนี้เป็นอย่างไร?
3. เศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งเมื่อไหร่?
วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
จัดทำบทความโดย นางสาวภัทราวรรณ ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 48113029
เหล็กพลิกหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งโลกต้องการใช้เพียง14%
ผงะ!สมาคมเหล็กโลกมองความต้องการใช้เหล็กทั่วโลกลดลง 14%เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ผอ.สถาบันเหล็กย้ำชัด 3 ตัวช่วยหลัก ยังไม่มีวี่แววฉุดเหล็กโงหัวได้ ผู้ผลิตไทยช้ำใน ผ่านมา4เดือนยังเดินเครื่องจักร 40-50%เท่านั้น ค่าย"แอลพีเอ็น"ลั่นยังไม่ฟื้น ปรับตัวผลิตแค่ 15 วัน/เดือน วงในลือ"สหวิริยา-จีสตีล"ซ้ำรอยไทยน๊อคซ์หยุดผลิตชั่วคราว ออร์เดอร์ร่วง ถือโอกาสซ่อมบำรุงเตา
นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย หรือISITเปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้ไปร่วมประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจของสมาคมเหล็กโลกที่ประเทศเบลเยียม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันถึงอุตสาหกรรมเหล็กของแต่ละประเทศโดยได้ข้อสรุปว่าทุกประเทศต่างเผชิญผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้ความต้องการใช้เหล็กทั้งโลกลดลงแล้วประมาณ 14% หรือมีการบริโภคประมาณ 1,000 ล้านตัน/ปีเท่านั้น จากเดิมที่มีความต้องการใช้เหล็กทั้งโลกกว่า 1,200-1,300 ล้านตัน/ปี ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการเหล็กโลก
"อเมริกาซึ่งเป็นผู้บริโภคเหล็กหลักลดจำนวนลง ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่เคยพึ่งพาตลาดส่งออกอย่างอเมริกากระทบทันที ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาแต่การส่งออกเหล็กเป็นหลัก เช่น ยูเครน บราซิล ก็เจ็บตัวด้วย ขณะที่ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกหลายรายขาดสภาพคล่อง หลายประเทศต่างมองว่าในครึ่งปีหลังปีนี้สถานการณ์น่าจะกลับไปสู่แค่ภาวะทรงตัวเท่านั้น หลังจากนั้นอุตสาหกรรมเหล็กจะกระเตื้องขึ้นในปี 2553 แต่จะไม่ขยับตัวสูงเท่ากับปี2551"
สำหรับสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กชนิดต่างๆในประเทศนั้น ในครึ่งแรกปีนี้ภาพรวมยังไม่ดีขึ้นทั้งเหล็กที่ใช้ในงานก่อสร้าง และกลุ่มเหล็กแผ่นที่ใช้ในอุตสาหรรมการผลิต เพราะตัวช่วยหลักของอุตสาหกรรมเหล็กที่มีอยู่ 3 ตัวช่วยได้แก่เหล็กไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ส่งออก มีปริมาณการผลิตหดตัวลงมากในขณะนี้ และตัวช่วยที่สองคืออุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ยังต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่ง ส่วนตัวช่วยสุดท้ายคือการลงทุนจากภาคเอกชนที่มีแนวโน้มมูลค่าลงทุนลดลง ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็กเพื่อการผลิตในอุตสาหกรรมต่อเนื่องและสำหรับงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมยังไม่ดีขึ้นนอกจากนี้สต๊อกเหล็กเก่าที่ค้างอยู่ในปี2551 ยังระบายออกมาไม่หมด เนื่องจากมีสต๊อกเหล็กแต่ละชนิดรวมกันทั้งสิ้น400,000-500,000 ตัน ทำให้การผลิตเหล็กล็อตใหม่ยังออกมาไม่ได้เต็มที่ เนื่องจากปริมาณออร์เดอร์ยังไม่ขยายตัวต่อเนื่องแบบปีที่ผ่านมา
"เวลานี้แม้ราคาเหล็กจะไม่สูงเท่ากับปีที่แล้วในช่วงเดียวกันที่ราคาน้ำมันยังสูงอยู่ แต่ก็ยังมีมาร์จินอยู่ เพียงแต่ว่าเวลานี้ปริมาณความต้องการใช้เหล็กมันหายไป อย่างไรก็ตามตลอดปี 2552 ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กยังต้องใช้ความอดทนในการบริหารธุรกิจนี้ เนื่องจากผู้ผลิตแต่ละค่ายยังใช้กำลังผลิตได้ไม่เต็มที่ และยังมีความหวังว่าถ้าการเมืองในประเทศนิ่งความเชื่อมั่นก็จะกลับมาเพราะขณะนี้ อุตสาหกรรมเหล็กไม่ได้พึ่งพาการส่งออกมากนัก"ด้าน ดร.พิพัฒน์ ปรีดาวิภาต ประธานกรรมการบริหารในเครือ แอล พี เอ็น กรุ๊ป หรือกลุ่ม"เล้าเป้งง้วน" กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน เหล็กเส้น เหล็กรูปพรรณ เหล็กท่อที่ผลิตในนามบริษัท แอล พี เอ็น เพลทมิล จำกัด(มหาชน)ว่า ขณะนี้ธุรกิจเหล็กของบริษัทได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ทำให้กำลังซื้อทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศหดตัวลงคาดว่าครึ่งแรกปีนี้สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ในช่วง4เดือนแรกปีนี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็กแต่ละค่ายยังเดินเครื่องจักรได้เพียง 40-50% ของกำลังผลิตเต็ม
สำหรับบริษัท แอล พี เอ็น เพลทมิล จำกัด(มหาชน) ขณะนี้มีกำลังผลิตจริงเพียง 50% หรือ200,000 ตันเท่านั้น จากที่มีกำลังผลิต 400,000 ตัน โดยผลิตออกมาตามจำนวนออร์เดอร์ที่เข้ามา ดังนั้นบริษัทจึงต้องปรับแผนคือใน 1 เดือน จะเดินเครื่องจักรเพียง 15 วัน แต่พนักงานในส่วนธุรกิจเหล็ก 400 คน ยังมาทำงานปกติ
ส่วนสถานการณ์ของราคาเหล็กที่ขณะนี้ลดลงมาตามราคาน้ำมันนั้นทำให้ราคาเหล็กในช่วงครึ่งปีแรกราคาน่าจะลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยราคาเหล็กเส้นปัจจุบันยืนอยู่ที่ 16-17บาท/กิโลกรัม ราคาเหล็กแผ่นอยู่ที่ 18-19 บาท/กิโลกรัมขณะที่แหล่งข่าวจากบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) หรือTCRSS บริษัทผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นในเครือสหวิริยา กล่าวยอมรับว่าในแต่ละเดือนออร์เดอร์หายไปแล้ว50% ทำให้เดินการผลิตได้เพียง 40-50% เท่านั้น จากที่มีขนาดกำลังผลิตประมาณ 1 ล้านตัน/ปี และใช้กำลังการผลิตสูงสุดจำนวน 900,000 ตัน/ปีเมื่อ4-5 ปีที่แล้วในช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์บูม ส่วนกรณีที่มีการลือกันว่า บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด(มหาชน) หรือ SSI ก็มีแผนจะหยุดทำการผลิตประมาณ 10 วันนั้น แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวว่า ก็มีความเป็นไปได้ ที่SSIอาจจะหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อปิดซ่อมบำรุงเตาก็ได้ สอดคล้องกับที่แหล่งข่าวจากวงการเหล็กรายหนึ่งกล่าวว่า ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ต่างก็เผชิญปัญหาเดียวกันคือกำลังซื้อเหล็กหดตัวลงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ดูได้จากก่อนหน้านี้ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส จำกัด (มหาชน) หรือINOXผู้ผลิตเหล็กแผ่นไร้สนิมรีดเย็นหรือเหล็กสเตนเลสหยุดสายการผลิตบางส่วนที่โรงงานระยอง เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและเป็นการบำรุงรักษาเครื่องจักร พร้อมกับหยุดซื้อวัตถุดิบโดยเฉพาะเหล็กม้วนรีดร้อนนำเข้า เนื่องจากออร์เดอร์เหล็กแผ่นไร้สนิมรีดเย็นได้ลดลงไปแล้ว50% ทำให้ยอดขายเหล็กในปี2551 ไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้
ขณะที่บริษัท จีสตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน ก็มีการหยุดผลิตชั่วคราวไปแล้วประมาณ 1 เดือน คาดว่าผลประกอบการในครึ่งแรกปีนี้จะขาดทุนจากภาวะตกต่ำของราคาเหล็กและความต้องการใช้ ด้วยเช่นกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2424 07 พ.ค. - 09 พ.ค. 2552
คำถาม
1.ประเทศที่พึ่งพาแต่การส่งออกเหล็กเป็นหลัก คือ ประเทศอะไร
2.ประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจของสมาคมเหล็กโลกที่ประเทศใด
3.จากบทความข้างต้นบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกนี้ คือ บริษัทใดบ้าง
วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ปัจจัยลบโหมกระหน่ำเศรษฐกิจไทย 'หวัดเม็กซิโก-น้ำมันแพง-การเมือง'กดหัวไม่ฟื้น
เรื่อง ปัจจัยลบโหมกระหน่ำเศรษฐกิจไทย 'หวัดเม็กซิโก-น้ำมันแพง-การเมือง'กดหัวไม่ฟื้น
หวัดเม็กซิโกระบาดทั่วโลกกลายเป็นปัจจัยซ้ำเดิมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ที่เป็นเป้าหมาหลัก หลังจากที่ในประเทศโดนทั้งการเมืองระอุ-ราคาน้ำมันแพง หั่นความมั่นใจของนักท่องเที่ยวมาก่อนหน้านี้ คาดการฟื้นเศรษฐกิจทำได้ยากขึ้น วิบากกรรมของเศรษฐกิจไทยที่เพิ่งผ่านม็อบเสื้อแดงป่วนกรุงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาก็ทำให้อภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีออกมายอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2552 นี้มีสิทธิติดลบ 5% แต่หลังจากนั้นกลับมีปัจจัยลบที่เข้ามากระทบกับเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 ปัจจัยใหญ่นั่นคือราคาน้ำมันในประเทศและสถานการณ์เกี่ยวกับหมูทั้งราคาหมูและไข้หวัดใหญ่จากเม็กซิโก นักเศรษฐศาสตร์มหภาครายหนึ่งกล่าวว่า ลำพังเศรษฐกิจทั่วโลกก็มีปัญหาอยู่แล้ว เราเจอการชุมนุมของเสื้อแดงนอกจากจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสจากประโยชน์ที่จะได้รับจากการเจรจากับกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว ยังมาเจอเรื่องเหตุการณ์ทางการเมืองจนต้องมีการออกพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินมาควบคุมสถานการณ์ แม้จะมีการยกเลิกพระราชกำหนดไปแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้กระทบต่อความมั่นใจของคนไทยและคนในต่างประเทศไม่น้อย ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาคนไทยใช้จ่ายน้อยลง เดินทางท่องเที่ยวน้อยลง ส่วนหนึ่งติดตามสถานการณ์อีกส่วนหนึ่งกลัวความรุนแรงและกลัวสภาพเศรษฐกิจในวันข้างหน้า ทำให้ความหวังที่จะให้คนไทยช่วยกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นต้องสะดุดไป ส่วนต่างประเทศนั้น บางประเทศห้ามคนของเขาเข้ามาในบ้านเรา ด้วยเกรงว่าจะได้รับความไม่ปลอดภัย แม้ว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่โอกาสในด้านการท่องเที่ยวของเราหายไป และกว่าจะกลับมาคืนสภาพเดิมนั้นต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศไทยยังมีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดลงน้อยมาก แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังออกมาชี้นำในเรื่องดังกล่าวแล้วก็ตาม ขณะที่เริ่มมีสัญญาณว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) เริ่มเพิ่มขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ย่อมเป็นผลลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และธุรกิจธนาคารยังคงใช้หลักการแบบเดิมคือเพิ่มส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยให้กว้างขึ้น เพื่อนำเอารายได้ส่วนนี้ไปชดเชยส่วนที่ต้องรับภาระกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับลูกหนี้ที่ดี ท้ายที่สุดแล้วเมื่อลูกหนี้ดีทนปัญหาสภาพเศรษฐกิจที่กดดันไม่ได้ก็อาจต้องจำใจกลายเป็นลูกหนี้เสีย 'บ้านเราใช้ระบบนี้มาตลอด ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 2540 เราก็เคยเจอสภาพแบบนี้มาแล้ว จนถึงวันนี้ทุกอย่างก็ยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิม นั่นคือการที่แบงก์เลือกที่จะไม่เสี่ยงและแบงก์ก็ทราบดีว่ารัฐบาลไม่มีทางให้แบงก์ล้ม เห็นได้จากการขยายระยะเวลาการประกันเงินฝากออกไป ทำให้แบงก์เลือกใช้วิธีการเดิม ๆ' ตรงนี้ไม่มีหน่วยงานของรัฐเข้าไปควบคุมหรือให้แนวทางการทำธุรกิจของแบงก์ว่า ถ้าเป็นลูกค้าที่ดี ผ่อนชำระตรงตามเวลา ไม่เคยขอยืดหนี้ออกไป ควรจะต้องลดดอกเบี้ยให้เพื่อตอบแทนความเป็นลูกหนี้ที่ดี เพราะลูกหนี้รายนี้แบงก์จะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มในเรื่องของการตั้งสำรองหนี้เหมือนกับลูกหนี้ที่มีปัญหา แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงมาอยู่บริเวณ 50 เหรียญต่อบาเรล ขณะนี้เริ่มมีการพูดกันถึงเรื่องราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับสูง เบนซิน 91 ที่ 30.04 บาทต่อลิตร ก่อนที่จะมีการปรับลดลงมาเหลือ 29.54 บาทต่อลิตรเมื่อ 29 เมษายน 2552 หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เริ่มมีการพูดกันถึงเรื่องค่าการตลาดน้ำมันที่สูงกว่า 2 บาทต่อลิตร จริง ๆ แล้วราคาหน้าโรงกลั่นจริง ๆ อยู่ที่ลิตรละ 12-16 บาทเท่านั้น แต่เราเจอกับภาษีสรรพสามิตที่ปรับขึ้นหลังจากที่ปรับลดลงไปในช่วงรัฐบาลก่อน อีกทั้งเงินที่ต้องส่งเข้ากองทุนน้ำมันและกองทุนอื่น ๆ ทำให้ราคาขายกับราคาหน้าโรงกลั่นมากกว่า 70-184% น้ำมันถือว่าเป็นต้นทุนเกือบทุกอย่างของบ้านเรา ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นนั้นย่อมส่งผลต่อหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการชวนคนไทยเที่ยวเมืองไทย หรือกระทบต่อราคาสินค้าและบริการในอนาคต จึงทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้า ราคาเนื้อสุกรที่แพงขึ้นมาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ตรงนี้ย่อมส่งผลต่อจิตวิทยาของผู้บริโภค ซึ่งรัฐจะต้องเข้ามาเร่งแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด และที่น่าจะเป็นปัญหาไม่น้อยคือการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโก ที่แม้จะอยู่ไกลจากประเทศไทยมาก แต่ด้วยการเดินทางที่รวดเร็วโอกาสที่เชื้อเหล่านี้จะแพร่ไปได้ทั่วโลกได้ไม่ยาก ปัญหานี้คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่คนไทยต้องหวาดกลัว แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมานั่นคือการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะหยุดชะงักไปทันที ความกลัวที่จะติดเชื้อเป็นเหตุผลอันดับแรกที่คนจากทั่วโลกจะหลีกเลี่ยงการเดินทาง และเจ้าของประเทศแต่ละประเทศก็ต้องระมัดระวังผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต้นทางของโรคดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยวของไทยอย่างมาก คนไทยก็กังวลกับความไม่สงบทางการเมืองที่ยังไม่ยุติไปเสียทีเดียว ราคาน้ำมันเพื่อใช้ในการเดินทางท่องเที่ยวก็เริ่มสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม ที่หวังลูกค้าจากต่างประเทศก็ต้องมาเจอกับวิกฤติไข้หวัดเม็กซิโก นี่จะเป็นแรงกดดันให้เศรษฐกิจของไทยฟื้นได้ลำบากกว่าประเทศอื่น
วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552
เรื่อง ความเสี่ยงกับการลงทุนทางการเงิน
เรามีทางเลือกในการนำเงินไปลงทุนได้หลายวิธี ทั้งแบบการลงทุนทางตรง และการลงทุนทางอ้อมการลงทุนทางตรง ได้แก่ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินอื่นๆ เช่น บ้าน ที่ดิน ทองคำ เพชร หรือรถยนต์ เป็นต้น ส่วนการลงทุนในธุรกิจ เช่น ลงทุนด้วยตนเอง หรือร่วมกับญาติมิตรก็เป็นการลงทุนทางตรง โดยเราเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจของคนเองทั้งหมด หากเราสามารถบริหารกิจการให้เจริญเติบโต มีกำไร เราก็เป็นผู้รับความสำเร็จรวมทั้งผลกำไร สำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ ถือเป็นการลงทุนทางอ้อม เนื่องจากเราไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการดำเนินงานของกิจการนั้น ๆ โดยตรงความเสี่ยงคืออะไรความเสี่ยงคือ โอกาสที่จะได้รับผลลัพธ์ที่ได้จากการลงทุนแตกต่างไปจากผลลัพธ์ที่ผู้ลงทุนคาดหวังเอาไว้ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ลงทุนมักจะมีการคาดหวังผลตอบแทนไว้สูงเกินไป ความเสี่ยงและผลตอบแทนในการลงทุนนั้น มักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากการตัดสินใจในการลงทุนของผู้ลงทุนจะต้องมีการเปรียบเทียบสองสิ่งนี้เสมอ แหล่งที่มาของความเสี่ยง
สามารถแบ่งได้ตามประเภทต่างๆ ดังนี้
1. ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไปเนืองจากราคาของหลักทรัพย์มักจะมีความสัมพันธ์เชิงผกผันกับอัตราดอกเบี้ยเสมอ คือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ราคาของพันธบัตรมักจะมีแนวโน้มที่ลดลง เนื่องจากผู้ลงทุนย้ายเงินลงทุนในตลาดการเงิน เพราะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า2. ความเสี่ยงจากการตลาด เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการผันผวนของราคาหลักทรัพย์ทั้งตลาดโดยรวม ซึ่งหลักทรัพย์ทุกหลักทรัพย์ในตลาดจะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงนี้เท่ากันทุกหลักทรัพย์ ความเสี่ยงลักษณะนี้ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ภาวะสงคราม3. ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ ความเสี่ยงประเภทนี้จะมีผลต่อหลักทรัพย์ทุกหลักทรัพย์ในตลาด เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากอำนาจซื้อของคนลดลง ในภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ผลตอบแทนที่แท้จริงจะลดลงถ้าอัตราผลตอบแทนจากการถือหลักทรัพย์มีอัตราผลตอบแทนที่คงที่4. ความเสี่ยงจากธุรกิจ เกิดจากสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป เช่น บริษัทผู้ผลิตจะเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ส่งผลกระทบต่อยอดขายและราคาหุ้นผลตอบแทนการลงทุน
1. กำไรจากส่วนต่างของราคา คือกำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อหรือขายหลักทรัพย์ เช่น เรามีการลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ก ในราคาตลาดขณะนั้น 10 บาท เราถือมาระยะหนึ่งแล้วราคาขึ้นไป 13 บาท เราจะกำไรจากส่วนต่างของราคาเท่ากับผลต่างระหว่างราคาขายกับราคาซื้อเท่ากับ 3 บาท2. รายได้จากเงินสดที่หลักทรัพย์จ่ายระหว่างกาล คือ บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์อาจจ่ายเงินสดให้แก่ผู้ลงทุนในหลักทรัพย์มีอย่างน้อย 2 รูปแบบ ได้แก่ ดอกเบี้ยหรือคูปอง และ เงินปันผล3. ผลตอบแทนจากการนำรายได้ไปลงทุนต่อ ซึ่งทำให้ผลตอบแทนงอกเงยขึ้นเรื่อย ๆ หากเราถือเงินสดไว้ เราจะไม่มีรายได้ ในทางตรงกันข้าม กลับมีต้นทุนเสียโอกาสในการหารายได้เกิดขึ้น4. ผลตอบแทนลักษณะอื่นๆ เช่น เมื่อบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ต้องการเงินทุนเพิ่มจึงระดมทุนโดยการออกหุ้นเพิ่มทุนและให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเดิมได้สิทธิจองซื้อหลักทรัพย์ในราคาที่กำหนดซึ่งโดยทั่วไปราคาจองมักจะต่ำกว่าราคาตลาดของหลักทรัพย์นั้นๆ ดังนั้นสิทธิดังกล่าวจึงมีค่าและถือเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนของการลงทุน เป็นต้นเราเป็นผู้ลงทุนประเภทไหน
การลงทุนเป็นเรื่องที่เราต้องตัดสินใจเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกประเภทการลงทุน หลักทรัพย์ที่จะลงทุน ช่วงเวลาที่จะลงทุนหรือถอนการลงทุน เราจึงต้องรู้จักตัวเราเองว่าเราเป็นผู้ลงทุนประเภทไหน โดยอาจใช้ Five-Way Model ซึ่งแบ่งประเภทของบุคคลจากความเชื่อมั่นในการวิเคราะห์ตัดสินใจตามบทวิเคราะห์ของไบลาร์ด บีไฮและไคเซอร์ ซึ่งเป็นการวัดเชิงจิตวิทยาของมนุษย์ โดยแบ่งผู้ลงทุนออกได้เป็น 5 ประเภท
1. นักผจญภัย เป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง มีความสุขในการตัดสินใจด้วยตัวเอง การตัดสินใจก็จะหุนหันพลันแล่น เป็นผู้ลงทุนแบบหวังผล2. เป็นตัวของตัวเอง เป็นเป็นกลุ่มคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง ชอบตัดสินใจ แต่ตัดสินใจด้วยความรอบคอบ เป็นผู้ลงทุนแบบหวังผลและมักลงทุนด้วยตัวเอง3. สำหรับดาราผู้มีชื่อเสียง มักจะขี้กลัว และเป็นคนที่ตามกระแส กลัวตกข่าว ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าของบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์4. ผู้พิทักษ์ มีความระมัดระวัง รอบคอบ และวิตกกังวล ผู้ลงทุนประเภทนี้จะเต็มใจให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพมาจัดการการลงทุนให้5. กลุ่มที่คาบเส้น ไม่ตกอยู่ในลักษณะที่เราได้พูดไปมีลักษณะอยู่กึ่งกลาง
ที่มา: http://blog.eduzones.com/chulasife
คำถาม
1. ทำไมต้องมีการลงทุนทางการเงิน?
2. เราควรเป็นผู้ลงทุนแบบไหนจึงจะลดความเสี่ยงได้มากที่สุด?
3. เราจะหลีกเลี่ยงความเสียงทางด้านภาวะเงินเฟ้ออย่างไร?
วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแบงก์ไทยไตรมาสแรกมีโอกาสลดลงแรง ตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
รายงาน:ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแบงก์ไทยไตรมาสแรกมีโอกาสลดลงแรง ตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.52 ต่ำสุดในรอบ 7 ปี
ม.หอการค้าฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.52 ต่ำสุดในรอบ 86 เดือน ทุกรายการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แนะรัฐบาลต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น และทำการเมืองให้นิ่ง นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เพราะความกังวลในสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเศรษฐกิจโลก นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะการว่างงาน ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งช่วงนี้ ถือว่าหมดช่วงฮันนีมูนของรัฐบาลชุดนี้แล้ว โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจรวม ดัชนีความเชื่อมั่นโอกาสการหางานทำและดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 66.0 65.2 และ 87.3 ตามลำดับ เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ที่อยู่ในระดับ 67.2 66.5 และ 88.5 ตามลำดับ ซึ่งการปรับตัวลดลงของดัชนีเกือบทุกรายการ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงจาก 74.0 ในเดือนกุมภาพันธ์เป็น 72.8 ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 86 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2545 สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ปรับตัวลดลงจากระดับ 64.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ 62.9 ในเดือนมีนาคม ซึ่งต่ำสุดในรอบ 81 เดือนนับจากเดือนกรกฎาคม 2545 เนื่องจากผู้บริโภคยังเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจ และโอกาสการหางานทำยังแย่ลงต่อเนื่อง ซึ่งความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในขาลง เพราะการขาดเสถียรภาพการเมืองมากขึ้น ภาวะการว่างงานยังมีมากขึ้นและปัจจัยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผนวกกับการกู้เงิน เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจตามมาตรการของรัฐบาลใน 3 ปีข้างหน้ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ประชาชนรับรู้แล้ว ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 2-3 ดัชนีความเชื่อมั่นจึงยังมีทิศทางขาลง ภาคเอกชนยังประสบปัญหายอดขายตกต่ำไปจนถึง ไตรมาสที่ 3 รัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งภายใต้สมมติฐานการเมืองนิ่ง คาดว่าไตรมาส 4 ระดับความเชื่อมั่นน่าจะดีขึ้น ระดับการบริโภคน่าจะเติบโตได้ร้อยละ 1 จากภาวะปกติขยายตัวร้อยละ 2-3 “รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าร้อยละ 94 ของงบประมาณรวม โดยเฉพาะงบลงทุนต้องเร่งเบิกจ่ายให้ได้ร้อยละ 75 ผลักดันให้รัฐวิสาหกิจต่างๆ ใช้จ่ายเงินลงทุนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็ต้องลงทุนด้วย ขณะที่การสร้างเสถียรภาพการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่มีเสถียรภาพ การเมืองนำไปสู่การยุบสภา ไตรมาส 4 ที่หวังเศรษฐกิจจะฟื้นได้ ก็จะลำบาก การออกพระราชกำหนดที่จะเพิ่มสัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 60 เพื่อสามารถกู้เงินได้มากขึ้นก็จะเลื่อนออกไป รัฐบาลจึงต้องพยายามทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ” นายธนวรรธน์ กล่าว