จัดทำบทความโดย นางสาวภัทราวรรณ ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 48113029
เหล็กพลิกหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งโลกต้องการใช้เพียง14%
ผงะ!สมาคมเหล็กโลกมองความต้องการใช้เหล็กทั่วโลกลดลง 14%เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ผอ.สถาบันเหล็กย้ำชัด 3 ตัวช่วยหลัก ยังไม่มีวี่แววฉุดเหล็กโงหัวได้ ผู้ผลิตไทยช้ำใน ผ่านมา4เดือนยังเดินเครื่องจักร 40-50%เท่านั้น ค่าย"แอลพีเอ็น"ลั่นยังไม่ฟื้น ปรับตัวผลิตแค่ 15 วัน/เดือน วงในลือ"สหวิริยา-จีสตีล"ซ้ำรอยไทยน๊อคซ์หยุดผลิตชั่วคราว ออร์เดอร์ร่วง ถือโอกาสซ่อมบำรุงเตา
นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย หรือISITเปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้ไปร่วมประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจของสมาคมเหล็กโลกที่ประเทศเบลเยียม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันถึงอุตสาหกรรมเหล็กของแต่ละประเทศโดยได้ข้อสรุปว่าทุกประเทศต่างเผชิญผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้ความต้องการใช้เหล็กทั้งโลกลดลงแล้วประมาณ 14% หรือมีการบริโภคประมาณ 1,000 ล้านตัน/ปีเท่านั้น จากเดิมที่มีความต้องการใช้เหล็กทั้งโลกกว่า 1,200-1,300 ล้านตัน/ปี ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการเหล็กโลก
"อเมริกาซึ่งเป็นผู้บริโภคเหล็กหลักลดจำนวนลง ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่เคยพึ่งพาตลาดส่งออกอย่างอเมริกากระทบทันที ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาแต่การส่งออกเหล็กเป็นหลัก เช่น ยูเครน บราซิล ก็เจ็บตัวด้วย ขณะที่ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกหลายรายขาดสภาพคล่อง หลายประเทศต่างมองว่าในครึ่งปีหลังปีนี้สถานการณ์น่าจะกลับไปสู่แค่ภาวะทรงตัวเท่านั้น หลังจากนั้นอุตสาหกรรมเหล็กจะกระเตื้องขึ้นในปี 2553 แต่จะไม่ขยับตัวสูงเท่ากับปี2551"
สำหรับสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กชนิดต่างๆในประเทศนั้น ในครึ่งแรกปีนี้ภาพรวมยังไม่ดีขึ้นทั้งเหล็กที่ใช้ในงานก่อสร้าง และกลุ่มเหล็กแผ่นที่ใช้ในอุตสาหรรมการผลิต เพราะตัวช่วยหลักของอุตสาหกรรมเหล็กที่มีอยู่ 3 ตัวช่วยได้แก่เหล็กไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ส่งออก มีปริมาณการผลิตหดตัวลงมากในขณะนี้ และตัวช่วยที่สองคืออุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ยังต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่ง ส่วนตัวช่วยสุดท้ายคือการลงทุนจากภาคเอกชนที่มีแนวโน้มมูลค่าลงทุนลดลง ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็กเพื่อการผลิตในอุตสาหกรรมต่อเนื่องและสำหรับงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมยังไม่ดีขึ้นนอกจากนี้สต๊อกเหล็กเก่าที่ค้างอยู่ในปี2551 ยังระบายออกมาไม่หมด เนื่องจากมีสต๊อกเหล็กแต่ละชนิดรวมกันทั้งสิ้น400,000-500,000 ตัน ทำให้การผลิตเหล็กล็อตใหม่ยังออกมาไม่ได้เต็มที่ เนื่องจากปริมาณออร์เดอร์ยังไม่ขยายตัวต่อเนื่องแบบปีที่ผ่านมา
"เวลานี้แม้ราคาเหล็กจะไม่สูงเท่ากับปีที่แล้วในช่วงเดียวกันที่ราคาน้ำมันยังสูงอยู่ แต่ก็ยังมีมาร์จินอยู่ เพียงแต่ว่าเวลานี้ปริมาณความต้องการใช้เหล็กมันหายไป อย่างไรก็ตามตลอดปี 2552 ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กยังต้องใช้ความอดทนในการบริหารธุรกิจนี้ เนื่องจากผู้ผลิตแต่ละค่ายยังใช้กำลังผลิตได้ไม่เต็มที่ และยังมีความหวังว่าถ้าการเมืองในประเทศนิ่งความเชื่อมั่นก็จะกลับมาเพราะขณะนี้ อุตสาหกรรมเหล็กไม่ได้พึ่งพาการส่งออกมากนัก"ด้าน ดร.พิพัฒน์ ปรีดาวิภาต ประธานกรรมการบริหารในเครือ แอล พี เอ็น กรุ๊ป หรือกลุ่ม"เล้าเป้งง้วน" กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน เหล็กเส้น เหล็กรูปพรรณ เหล็กท่อที่ผลิตในนามบริษัท แอล พี เอ็น เพลทมิล จำกัด(มหาชน)ว่า ขณะนี้ธุรกิจเหล็กของบริษัทได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ทำให้กำลังซื้อทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศหดตัวลงคาดว่าครึ่งแรกปีนี้สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ในช่วง4เดือนแรกปีนี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็กแต่ละค่ายยังเดินเครื่องจักรได้เพียง 40-50% ของกำลังผลิตเต็ม
สำหรับบริษัท แอล พี เอ็น เพลทมิล จำกัด(มหาชน) ขณะนี้มีกำลังผลิตจริงเพียง 50% หรือ200,000 ตันเท่านั้น จากที่มีกำลังผลิต 400,000 ตัน โดยผลิตออกมาตามจำนวนออร์เดอร์ที่เข้ามา ดังนั้นบริษัทจึงต้องปรับแผนคือใน 1 เดือน จะเดินเครื่องจักรเพียง 15 วัน แต่พนักงานในส่วนธุรกิจเหล็ก 400 คน ยังมาทำงานปกติ
ส่วนสถานการณ์ของราคาเหล็กที่ขณะนี้ลดลงมาตามราคาน้ำมันนั้นทำให้ราคาเหล็กในช่วงครึ่งปีแรกราคาน่าจะลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยราคาเหล็กเส้นปัจจุบันยืนอยู่ที่ 16-17บาท/กิโลกรัม ราคาเหล็กแผ่นอยู่ที่ 18-19 บาท/กิโลกรัมขณะที่แหล่งข่าวจากบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) หรือTCRSS บริษัทผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นในเครือสหวิริยา กล่าวยอมรับว่าในแต่ละเดือนออร์เดอร์หายไปแล้ว50% ทำให้เดินการผลิตได้เพียง 40-50% เท่านั้น จากที่มีขนาดกำลังผลิตประมาณ 1 ล้านตัน/ปี และใช้กำลังการผลิตสูงสุดจำนวน 900,000 ตัน/ปีเมื่อ4-5 ปีที่แล้วในช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์บูม ส่วนกรณีที่มีการลือกันว่า บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด(มหาชน) หรือ SSI ก็มีแผนจะหยุดทำการผลิตประมาณ 10 วันนั้น แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวว่า ก็มีความเป็นไปได้ ที่SSIอาจจะหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อปิดซ่อมบำรุงเตาก็ได้ สอดคล้องกับที่แหล่งข่าวจากวงการเหล็กรายหนึ่งกล่าวว่า ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ต่างก็เผชิญปัญหาเดียวกันคือกำลังซื้อเหล็กหดตัวลงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ดูได้จากก่อนหน้านี้ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส จำกัด (มหาชน) หรือINOXผู้ผลิตเหล็กแผ่นไร้สนิมรีดเย็นหรือเหล็กสเตนเลสหยุดสายการผลิตบางส่วนที่โรงงานระยอง เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและเป็นการบำรุงรักษาเครื่องจักร พร้อมกับหยุดซื้อวัตถุดิบโดยเฉพาะเหล็กม้วนรีดร้อนนำเข้า เนื่องจากออร์เดอร์เหล็กแผ่นไร้สนิมรีดเย็นได้ลดลงไปแล้ว50% ทำให้ยอดขายเหล็กในปี2551 ไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้
ขณะที่บริษัท จีสตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน ก็มีการหยุดผลิตชั่วคราวไปแล้วประมาณ 1 เดือน คาดว่าผลประกอบการในครึ่งแรกปีนี้จะขาดทุนจากภาวะตกต่ำของราคาเหล็กและความต้องการใช้ ด้วยเช่นกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2424 07 พ.ค. - 09 พ.ค. 2552
คำถาม
1.ประเทศที่พึ่งพาแต่การส่งออกเหล็กเป็นหลัก คือ ประเทศอะไร
2.ประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจของสมาคมเหล็กโลกที่ประเทศใด
3.จากบทความข้างต้นบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกนี้ คือ บริษัทใดบ้าง
วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น